โดน Tag จากซี ให้ต้องบอกสิ่งที่คนไม่รู้เกี่ยวกับตัวเอง (ถ้่าใครรู้แล้ว ก็เงียบไว้นะ)
1.อันนี้ซีบอกให้เขียน ก็ไม่เคยรู้ว่ามันเป็นเรื่องตื่นเต้นสำหรับคนอื่น ว่าข้าพเจ้าสามารถหุงข้าวโดยไม่ใช้หม้อหุงข้าวได้ อย่าได้เข้าใจผิด ข้าพเจ้ามิได้เป็นกุลสตรีที่ต้องหุงข้าวเช็ดน้ำมาแต่เล็กแต่น้อย และก็ไม่ได้เรียนมาจากแม่ เพราะแม่ไม่ได้เป็นแม่ศรีเรือนเหมือนกัน แต่ความรู้ในการหุงข้าวด้วยหม้อธรรมดานี้ ได้มาจากตอนที่ไปอบรมที่หอภาพยนตร์ออสเตรเลีย เมื่อปี96 เมื่อต้องอยู่ถึงหนึ่งเดือนก็ต้องทำอาหารไทยกินกันเป็นของธรรมดา แต่ไม่มีหม้อหุงข้าว พี่คนหนึ่งที่เป็นแม่ศรีเรือนก็เลยสอนให้ข้าพเจ้าลองทำดู เริ่มจากต้มข้าวให้เดือด ให้ลองหักเม็ดข้าวดู ถ้าข้างนอกสุกและข้างในแข็ง ก็ให้รินน้ำออก จากนั้นก็ใช้ไฟอ่อนสุดดงจนข้าวสุก ที่สำคัญหม้อต้องเป็นแบบที่ไม่ติดก้น หม้อสแตนเลสจะดีที่สุด
หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็มีหน้าที่หุงข้าวตลอดหนึ่งเดือนและเป็นความรู้ที่ติดตัวเรื่อยมา
2. ข้าพเจ้าเรียนม.ปลายในเวลาสองปี แต่จะต่างจากคนอื่นที่สอบเทียบ ตอนนั้นที่โรงเรียนสตรีวิทยา มีโครงการนักเรียนพิเศษ (ชื่อประมาณนี้) คือให้นักเรียนที่เกรดดีตั้งแต่ม1-ม.4เทอมหนึ่งมาสอบ มีคนสอบผ่านเยอะ แต่ส่วนใหญ่ไม่มีใครเอา เพราะสอบเทียบสบายกว่า เลยมีเข้าโครงการนี้แค่ 5 คน ข้าพเจ้ามีเหตุผลบางอย่างที่ไม่สามารถสอบเทียบได้ก็เลยยอม แต่ที่หนักไปกว่านั้น คือมีข้าพเจ้าที่เรียนสายศิลป์ฝรั่งเศส ส่วนคนอื่นเรียนสายวิทย์ คนที่ผ่านจะเรียนม.4 เทอมสอง พร้อมกับม.5 กลางวันเรียนม.4 ตอนเย็นก็เรียนของม.5 พอปิดเทอมก็เรียนของม.5 เทอมสอง วิชาสามัญต้องไปเรียนรวมกับเพื่อนวิทย์ แถมต้องไปเรียนรวมกับนักเรียนอัสสัมชัญที่โรงเรียนสวนกุหลาบ ส่วนข้าพเจ้าต้องไปเรียนฝรั่งเศสกับครูตัวต่อตัว ข้อดีคือได้เรียนกับครูฝรั่งเศสทุกคนของโรงเรียน พอเปิดเทอม ก็ได้ไปเรียนกับพี่ม.6 ซึ่งทำให้ใครๆคิดว่าข้าพเจ้าเป็นเด็กเนิร์ดมากๆ
3.ใครๆก็รู้ว่าข้าพเจ้ามีพี่ชายสองคน แต่จริงๆแล้วข้าพเจ้ามีพี่สาวหนึ่งคน แต่เขาเสียชีวิตตอนอายุหกเดือน ก่อนที่ข้าพเจ้าจะเกิด ตอนนั้นที่เมืองจีนเขาให้มีลูกไม่เกิน 3 คน พ่อแม่และพี่ๆ เชื่อกันว่า ข้าพเจ้าก็คือพี่สาวที่มาเกิดใหม่ เพราะมีปานที่หัวเหมือนกัน เพียงแต่ตอนที่เกิดมาครั้งแรก สภาพแวดล้อมไม่พร้อม ก็เลยขอเกิดใหม่อีกที ซึ่งก็อาจจริง เพราะข้าพเจ้าต้องพยายามทำอะไรที่สำคัญหลายอย่างสองครั้งในชีวิตเสมอ
4.ข้าพเจ้าเคยเป็นสมาชิกของกลุ่มละครช่อมะกอก ซึ่งเดี๋ยวนี้คงไม่มีใครรู้จักแล้ว เมื่อตอนม.3 ขึ้นม.4 บังเอิญได้ยินจากวิทยุว่ากลุ่มละครช่อมะกอกรับสมัครสตาฟก็เลยไปสมัคร และเป็นสมาชิกที่เด็กสุดของกลุ่มตอนนั้น เพราะพี่ส่วนใหญ่เรียนจบมหาลัย ทำงานกันหมดแล้ว ทำละครเรื่องแรกคือเรื่อง พนักงานพิมพ์ดีด และก็ทำมาเรื่อยๆจนกลุ่มแยกตัวกันไปตอนข้าพเจ้าอยู่ปี 1 ละครของช่อมะกอกเป็นละครแอบเสิร์ด บางเรื่องก็เพิ่งมาเข้าใจเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา บางทีก็คิดถึงพี่ๆ บางคนก็ไม่อยู่ในโลกนี้แล้ว บางคนก็อยู่ที่ไหนไม่รู้แล้ว คิดถึง
5.ข้าพเจ้าเป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี โปรดอย่ารังเกียจ ไม่ได้แพร่เชื้อ ยกเว้นทางเลือด หมอบอกว่า ถ้ารักษาสุขภาพดีๆก็ำไม่เป็นไร แต่แก่ๆอาจจะเป็นมะเร็งตับ ช่างเหอะ ใครๆก็ต้องเป็นมะเร็งทั้งนั้น ต้องตรวจเลือดทุกปี หมอบางคนก็บอกว่าไม่ควรกินเหล้า บางคนก็บอกว่ากินเหล้าได้ ไม่เป็นไีร ก็เลยกินนิดๆหน่อยๆ เป็นการประนีประนอม สิ่งที่แย่ที่สุด คือ ไม่สามารถบริจาคเลือดได้...อาจจะเหมือนถือระเบิดไว้ในมือ ถ้าไม่ถอดสลักก็ำไม่ระเบิด